ข้ามไปเนื้อหาหลัก
ที่ดินชัวร์TEEDIN SURE ฝากขายที่ดิน

หน้าแรก › ความรู้ที่ดิน › กฎหมายและเอกสารสิทธิ

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เงินมัดจำ เงินจอง ต่างกันอย่างไร ริบได้เมื่อไหร่ และต้องระวังอะไรก่อนเซ็น

เขียนโดย ทีมงานที่ดินชัวร์ (บริษัท เอ็นเจ แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด สำนักงานช่างรังวัดเอกชน ใบอนุญาต 351) · เผยแพร่ 5 ต.ค. 2569 · ตรวจทานล่าสุด 5 ต.ค. 2569 · ฉบับที่ 1

สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่ใช่การโอนที่ดิน เงินมัดจำกับเงินจองต่างกันอย่างไร หลักฐานที่ใช้ฟ้องบังคับ ริบมัดจำได้เมื่อไหร่ และข้อควรระวังก่อนเซ็น

คนส่วนใหญ่เริ่มซื้อที่ดินด้วยการวางเงินจองและเซ็นสัญญาจะซื้อจะขาย ก่อนไปโอนที่สำนักงานที่ดิน บทความนี้อธิบายหลักพื้นฐานและข้อควรระวังในช่วงนี้

สัญญาจะซื้อจะขายยังไม่ใช่การโอน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคแรก การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ถ้าไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะ การซื้อขายที่ดินจึงสมบูรณ์เมื่อทำที่สำนักงานที่ดินเท่านั้น

สัญญาจะซื้อจะขายเป็นการตกลงล่วงหน้าว่าจะไปทำการซื้อขายจริงภายหลัง คู่สัญญาทำกันเองได้ กรรมสิทธิ์ยังเป็นของผู้ขายจนกว่าจะจดทะเบียนโอน

หลักฐานที่ใช้ฟ้องบังคับ และสัญญาควรมีอะไร

มาตรา 456 วรรคสองกำหนดว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ มิฉะนั้นฟ้องให้บังคับคดีไม่ได้

  • หลักฐานเป็นหนังสือที่ลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิด
  • ได้วางประจำไว้
  • ได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว

สัญญาที่ดีควรมีอย่างน้อยรายการต่อไปนี้ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อบังคับของตัวบท

  • ชื่อและที่อยู่คู่สัญญา รวมผู้มีชื่อในโฉนดทุกคน
  • รายละเอียดที่ดิน เช่น เลขโฉนด เลขที่ดิน ตำบล อำเภอ จังหวัด เนื้อที่
  • ราคา วิธีและกำหนดชำระ จำนวนมัดจำ วันโอน และใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนใด
  • ภาระผูกพันของที่ดิน เงื่อนไขการยกเลิก ลายมือชื่อคู่สัญญาและพยาน

เงินมัดจำ เงินจอง เงินดาวน์

มัดจำตามมาตรา 377 คือสิ่งที่ให้ไว้เมื่อเข้าทำสัญญา เป็นพยานหลักฐานว่าสัญญาได้ทำกันแล้ว และเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญา

“เงินจอง” เป็นคำที่ใช้ในทางปฏิบัติ ตัวบทที่ตรวจ (มาตรา 377 และ 378) พูดถึงเฉพาะมัดจำ ผลของเงินจองจึงขึ้นกับถ้อยคำในใบรับเงินและสัญญา ถ้าระบุเป็นมัดจำก็อาจถูกริบตามกติกามัดจำ ถ้าระบุเป็นการชำระราคาส่วนหนึ่งหรือคืนได้เมื่อเงื่อนไขไม่ครบ ก็เป็นอีกเรื่อง คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเคยถือเงินจองและเงินทำสัญญาเป็นมัดจำ ส่วนเงินดาวน์เป็นส่วนหนึ่งของราคา แต่เป็นการพิจารณารายกรณี ไม่ใช่กฎตายตัว

ผิดสัญญา ริบมัดจำได้เมื่อไหร่

มาตรา 378 วางหลักไว้ เว้นแต่คู่สัญญาตกลงเป็นอย่างอื่น

  • เมื่อชำระหนี้ครบ ส่งมัดจำคืนหรือหักเป็นการชำระเงินบางส่วน
  • ผู้รับมัดจำริบได้ ถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ หรือชำระหนี้เป็นไปไม่ได้เพราะเหตุที่ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ หรือมีการเลิกสัญญาเพราะความผิดของฝ่ายนั้น
  • ต้องส่งมัดจำคืน ถ้าฝ่ายที่รับมัดจำเป็นฝ่ายละเลยหรือชำระหนี้ไม่ได้เพราะเหตุที่ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบ

ถ้าอีกฝ่ายไม่ชำระหนี้ มาตรา 387 ให้กำหนดเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ชำระ ถ้าไม่ปฏิบัติตามจึงเลิกสัญญาได้ เมื่อเลิกสัญญา มาตรา 391 ให้คู่สัญญากลับสู่ฐานะเดิม และการเลิกสัญญาไม่ตัดสิทธิเรียกค่าเสียหาย

ศาลยุติธรรมเผยแพร่ว่า ถ้าริบมัดจำสูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงตามกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ได้ แต่ไม่ลดอัตโนมัติ

ควรระวังก่อนเซ็น

  • ตรวจโฉนดและภาระผูกพัน เช่น จำนอง อายัด ภาระจำยอม ก่อนวางเงินก้อนใหญ่
  • ยืนยันว่าผู้ขายมีชื่อในโฉนดหรือมีหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง และผู้มีสิทธิร่วมยินยอมครบ
  • เขียนเงื่อนไขยกเลิกให้ชัดว่า ถ้าพบปัญหาเรื่องเอกสาร แนวเขต ทางเข้าออก หรือผังเมือง ผู้ซื้อขอเงินคืนได้ภายในเวลาที่กำหนด
  • ใบรับเงินต้องระบุจำนวน วัตถุประสงค์ (มัดจำ จอง หรือชำระราคาส่วนหนึ่ง) ที่ดินแปลงใด และเงื่อนไขการคืน
  • เก็บสำเนาสัญญา ใบรับเงิน และหลักฐานการโอนเงิน ถ้าข้อสัญญาไม่สมดุล ควรปรึกษาทนายความก่อนลงนาม

ที่ดินชัวร์มีบริการตรวจเอกสารและแนวเขตก่อนซื้อ และนัดช่างตรวจแปลง ก่อนตัดสินใจวางเงิน ติดต่อทีมงานได้

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินต้องทำที่สำนักงานที่ดินไหม
ไม่จำเป็นต้องทำที่สำนักงานที่ดิน คู่สัญญาทำกันเองได้ แต่ตามมาตรา 456 ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิด หรือมีการวางประจำหรือชำระหนี้บางส่วน มิฉะนั้นฟ้องบังคับคดีไม่ได้ ส่วนการซื้อขายจริงต้องจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน
วางเงินจองแล้วเปลี่ยนใจ ขอคืนได้ไหม
ขึ้นกับถ้อยคำในใบรับเงินหรือสัญญา ถ้าระบุเป็นมัดจำและผู้ซื้อเป็นฝ่ายผิด ผู้ขายอาจริบได้ตามมาตรา 378 ถ้าเป็นการชำระราคาส่วนหนึ่ง หรือมีเงื่อนไขให้คืนเมื่อเงื่อนไขไม่ครบ ก็อาจขอคืนได้ ควรอ่านเอกสารที่เซ็นและปรึกษาผู้รู้กฎหมาย
ผู้ขายไม่ยอมโอนตามสัญญา ผู้ซื้อทำอะไรได้บ้าง
ตามมาตรา 387 ผู้ซื้อกำหนดเวลาพอสมควรและบอกกล่าวให้ผู้ขายปฏิบัติตามสัญญา ถ้าไม่ทำ เลิกสัญญาได้ แล้วขอมัดจำคืนตามมาตรา 378 และเรียกค่าเสียหายได้ตามกฎหมาย หรือจะฟ้องให้บังคับตามสัญญาก็ได้ ควรเก็บหลักฐานและปรึกษาทนายความ
มัดจำริบได้เท่าไร
ตัวบทไม่ได้กำหนดเพดาน แต่ถ้าสูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงได้ตามกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 ซึ่งไม่ใช่การลดอัตโนมัติ ศาลพิจารณาตามพฤติการณ์ ควรตกลงจำนวนมัดจำให้สมเหตุสมผลกับราคาตั้งแต่ก่อนเซ็น

แหล่งอ้างอิง

  1. ป.พ.พ. มาตรา 456 (แบบการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และหลักฐานสัญญาจะซื้อจะขาย) (5 ต.ค. 2569)
  2. ป.พ.พ. มาตรา 456 ฉบับสำเนา (เทียบข้อความ) (5 ต.ค. 2569)
  3. ป.พ.พ. มาตรา 377 (มัดจำ) (5 ต.ค. 2569)
  4. ป.พ.พ. มาตรา 378 (การจัดการมัดจำ ส่งคืน ริบ) (5 ต.ค. 2569)
  5. ป.พ.พ. มาตรา 387 (กำหนดเวลาบอกกล่าวก่อนเลิกสัญญา) (5 ต.ค. 2569)
  6. ป.พ.พ. มาตรา 391 (ผลของการเลิกสัญญา) (5 ต.ค. 2569)
  7. สำนักงานศาลยุติธรรม: ฎีกา InTrend ep.32 ริบมัดจำสูงเกินส่วน กับข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (5 ต.ค. 2569)
  8. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค: มติ คคบ. กรณีเงินจอง เงินทำสัญญา เงินดาวน์ (5 ต.ค. 2569)

บริการที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความรู้ ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีเฉพาะ และไม่ใช่การรับรองกรรมสิทธิ์ของแปลงใด — ก่อนตัดสินใจซื้อขายหรือยื่นเรื่อง ควรตรวจเอกสารจริงและสอบถามผู้เชี่ยวชาญ

บทความที่เกี่ยวข้อง